ข่าวประชาสัมพันธ์ | 2563.07.13

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่อเส้นทางสู่ยานยนต์แห่งอนาคต มอบประสบการณ์มอเตอร์โชว์เต็มรูปแบบที่ผสานช่องทางดิจิทัลล้ำสมัย นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่

ไฮไลท์จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ

  • ประสบการณ์มอเตอร์โชว์แบบเสมือนจริง ถ่ายทอดทุกแง่มุมจากบูธจริงให้สัมผัสได้จากที่บ้านอย่างครบถ้วน
  • บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ เสริมทัพยานยนต์ซีรีส์ X ให้หลากหลายกว่าเดิม พร้อมมอบนวัตกรรมเพื่อการขับขี่ที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ต่อยอดความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู X5 รุ่นปลั๊กอินไฮบริดและดีเซล
  • เอาใจแฟนๆ มินิด้วยรถยนต์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น มาพร้อมสีและการตกแต่งสุดพิเศษ กับมินิ Rosewood Edition และมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition
  • สัมผัสอีกขั้นของความเพลิดเพลินในการขับขี่ ด้วยความอุ่นใจจากผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

 

กรุงเทพฯ. บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่อเป้าหมายในการก้าวสู่อนาคตแห่งโลกยานยนต์ ด้วยทัพรถยนต์ใหม่จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2020 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 41 นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่และข้อเสนอสุดพิเศษแล้ว ลูกค้ายังจะได้สัมผัสอีกระดับของประสบการณ์มอเตอร์โชว์ ทั้งพื้นที่จัดแสดงที่มีมาตรการด้านสุขอนามัยครบถ้วน และประสบการณ์แบบดิจิทัลที่ครบทุกมุมมองและโต้ตอบได้ ให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างสะดวกสบายและปลอดภัยจากที่บ้าน

 

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2563 นับว่าเป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับทุกคน เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสถานการณ์ในปีนี้ได้สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับทุกแง่มุมของชีวิต รวมไปถึงทุกภาคอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ก็ได้ผลักดันเราให้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเร่งปรับตัวและสรรสร้างนวัตกรรม เรายังคงมุ่งมั่นที่จะมอบที่สุดของความสุนทรีย์ในการขับขี่ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และอิสรภาพจากทางเลือก ให้กับลูกค้าของเราไม่ว่าจะที่ไหนหรือในสถานการณ์ใดก็ตาม อย่างที่เห็นได้จากประสบการณ์มอเตอร์โชว์ในปีนี้ ที่ลูกค้าสามารถเข้าร่วมได้ด้วยตนเองภายในงานและแบบดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน

 

“ด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ เราพร้อมนำเสนออีกหนึ่งยานยนต์ไฟฟ้าในระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ประกอบขึ้นในประเทศ และพร้อมตอบโจทย์การขับขี่แบบรอบด้านสำหรับนักขับที่รักการผจญภัย ด้วยการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบทางเลือกในการขับขี่แบบปราศจากมลภาวะ โดยยังคงทุกเอกลักษณ์ของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าบนท้องถนนหรือเส้นทางออฟโรด ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จของรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) รุ่นบุกเบิกอย่าง BMW X5 ที่ปัจจุบันมีให้เลือกทั้งในรุ่นปลั๊กอินไฮบริดและดีเซล สำหรับแฟนๆ มินิ เราได้พารถยนต์รุ่นโปรดอย่าง มินิ แฮทช์ และ มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล มาอวดโฉมในสไตล์สุดพิเศษกับ มินิ Rosewood Edition ที่สวยสะดุดตาด้วยสีพิเศษในโทนอุ่น และมินิ คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ที่มาพร้อมกับความเท่ในสีโทนเย็น”

Read more

เสริมอิสรภาพจากทางเลือกขึ้นอีกขั้น ด้วยประสบการณ์การเข้าชมงานด้วยตนเองหรือผ่านช่องทางดิจิทัล

ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน บรรดาผู้จัดแสดงรถยนต์ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ได้จัดทำมาตรการตามความเหมาะสมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทางเดินให้กว้างขึ้น การขอความร่วมมือให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยภายในพื้นที่ พร้อมจัดทำการฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำอย่างเข้มงวด

 

ภายในบูธจัดแสดงของบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ลูกค้าสามารถแวะชมพื้นที่จัดแสดงได้อย่างปลอดภัย โดยมีที่ปรึกษาด้านการขายที่สวมหน้ากากอนามัยและหน้ากาก Face shield พร้อมให้บริการ ในขณะที่บริเวณที่นั่งยังมีการเว้นระยะห่างที่มากขึ้นระหว่างแต่ละโต๊ะ และมีห้องแสดงรถยนต์ส่วนตัวได้โดยไม่ต้องกังวลถึงความแออัดแต่อย่างใด

 

“สำหรับลูกค้าที่เลือกเข้าร่วมชมงานมอเตอร์โชว์ 2020 อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยจากบ้าน สามารถเยี่ยมชมบูธของเราผ่านแพลตฟอร์ม BMW Virtual Motor Show 2020 ได้เช่นกัน ประสบการณ์ดิจิทัลครั้งนี้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบูธของเรา โดยมีทั้งการพาทัวร์บูธอย่างทั่วถึงทุกมุม รายละเอียดเจาะลึกของแต่ละรุ่นรถยนต์ที่นำมาจัดแสดง ทั้งยังสามารถสนทนาโต้ตอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์จากบีเอ็มดับเบิลยูและพนักงานขายได้ ผ่านระบบ VDO Call หรือข้อความแชท เพื่อสั่งจองซื้อรถยนต์ได้โดยตรงจากบ้านอีกด้วย” มร. บารากา เสริม

Read more

พร้อมให้คุณอุ่นใจยิ่งกว่าเคย กับการเป็นเจ้าของรถยนต์ในเครือบีเอ็มดับเบิลยู

ในฐานะส่วนหนึ่งของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียลเซอร์วิส ประเทศไทย มุ่งมั่นตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการให้บริการระดับพรีเมียม พร้อมยกระดับบริการทางการเงินขึ้นอีกขั้น

 

ภายในงานมอเตอร์โชว์ 2020 ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินกับนวัตกรรมยานยนต์จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ด้วยรถยนต์หลากหลายรุ่นและข้อเสนออีกมากมาย เริ่มจากข้อเสนอฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งสูงสุด 3 ปี เมื่อเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น ด้วยสินเชื่อแบบมีบอลลูน (Hire Purchase with Balloon) หรือการเช่าซื้อทางการเงิน (Financial Lease)

 

นอกจากนี้ ลูกค้าจะได้รับความคุ้มครองเหนือระดับ โดยพันธมิตรบริษัทประกันภัยชั้นนำที่พร้อมมอบความคุ้มครองให้กับทั้งลูกค้าและรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ภายใต้ชื่อ BMW Exclusive Protect ประกอบด้วย 3 แผนประกันความคุ้มครอง ดังนี้

 

BMW Protect ประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง มอบความคุ้มครองที่มากกว่าในกรณีเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ ครอบคลุมทั้งบริการระดับพรีเมียมและการันตีอะไหล่แท้จากบีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงคุ้มครองความเสียหายและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ไฟไหม้ โจรกรรม และกรณีอื่น ๆ โดยพร้อมให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

 

BMW Payment Protect เสริมความอุ่นใจให้กับแผนประกันคุ้มครองสินเชื่อรถยนต์ ด้วยความคุ้มครองภาระหนี้สินคงเหลือในกรณีการเสียชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง พร้อมมอบความคุ้มครองหากได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติด้วยค่างวดรายเดือนนานสูงสุดถึง 6 เดือน

 

และแผนประกันความคุ้มครองใหม่ล่าสุด BMW Extended Protect ที่ยกระดับความอุ่นใจสูงสุดด้วยทางเลือกในการขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์นานสูงสุด 3 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร ครอบคลุมการเคลมค่าใช้จ่ายได้สูงสุดถึงจำนวนเงินเอาประกันหลังหมดระยะเวลารับประกันของรถยนต์ มาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งยังไม่จำกัดจำนวนครั้งของการเคลม ครอบคลุมครบทั้งชิ้นส่วนที่บกพร่องทางกลไกและระบบไฟฟ้า ทั้งยังสามารถโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นได้ในกรณีที่ขายรถยนต์ต่อในอนาคต ผู้ขับขี่จึงสบายใจได้ด้วยประกันคุณภาพรถยนต์ที่มอบความคุ้มครองอย่างหลากหลายและยาวนานยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ เจ้าของรถยนต์มินิและมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ยังสามารถอุ่นใจกับข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นซึ่งดำเนินการโดยบริษัทประกันภัยที่ได้รับอนุญาต

 

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียลเซอร์วิส ประเทศไทย ยังมอบข้อเสนอสุดพิเศษด้วยโปรแกรม BMW Freedom Choice กับครั้งแรกในการรับประกันมูลค่ารถบีเอ็มดับเบิลยูของลูกค้าในอนาคตสูงสุดถึง 60% (เมื่อผ่อนชำระ 36 เดือน) และค่างวดที่เอื้อมถึงได้ พร้อมทางเลือกหลังสิ้นสุดสัญญาที่ลูกค้าสามารถเลือกเป็นเจ้าของหรือคืนรถได้ จึงตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเป็นคันแรกอีกด้วย

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการทางการเงิน ติดต่อได้ที่ BMW Contact Center 1397 หรือ Official LINE @BMWLeasing

Read more

ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ (รุ่นประกอบในประเทศ)

ราคาจำหน่าย: 3,659,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

Read more

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ ผสมผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDrive และระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า eDrive ของบีเอ็มดับเบิลยูเข้ากันอย่างลงตัว เพื่อมอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ควบคู่ความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์ บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ มาพร้อมกับระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2 ลิตร มอบกำลังสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ8 จังหวะแบบ Sport Steptronic มอบกำลังขับจากระบบไฟฟ้าสูงสุดที่ 80 กิโลวัตต์ / 109 แรงม้า โดยส่งพลังลงสู่ล้อทั้งสี่อย่างเต็มพิกัดเพื่อตอบทุกโจทย์การขับขี่อย่างแท้จริง รวมถึงการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ การประหยัดน้ำมัน และการลดมลภาวะ

 

เมื่อนับรวมกันแล้ว เครื่องยนต์ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ และมอเตอร์ไฟฟ้าของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นนี้สามารถส่งกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และยังช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงให้ลงมาที่ระดับ 35.7 กิโลเมตรต่อลิตร ขณะที่อัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 64 กรัมต่อกิโลเมตร และหากนับรวมการใช้พลังงานทั้งสองรูปแบบแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะมีอัตราการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 17.92 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร ส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมาพร้อมกับเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ใหม่ล่าสุด ส่งกำลังให้สามารถขับขี่ในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ในระยะทางสูงสุดถึง 47 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมในด้านการใช้พลังงานนี้ ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่เป็นเลิศ ด้วยแรงบิดรวมสูงสุดที่ 420 นิวตันเมตร ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 6.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

มอเตอร์ไฟฟ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ สามารถทำงานทั้งในรูปแบบการขับขี่พลังงานไฟฟ้าล้วน หรือเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของเครื่องยนต์สันดาป ตามแต่โหมดการทำงานและสถานการณ์บนท้องถนนอีกด้วย โดยในโหมด MAX eDrive ซึ่งเปิดใช้งานได้ด้วยปุ่ม eDrive บริเวณคอนโซลหลัก บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยปราศจากการปล่อยมลพิษ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบเชียบ ไร้เสียงรบกวน ด้านโหมด Auto eDrive แบบมาตรฐานสามารถทำความเร็วสูงสุดด้วยการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนได้ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะเดียวกัน เครื่องยนต์สันดาปยังสามารถสลับมาทำหน้าที่แทนเมื่อเร่งความเร็วสูงขึ้น หรือเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้พละกำลังจากเครื่องยนต์เพิ่มเติม เมื่อระบบเครื่องยนต์และมอเตอร์ทำงานประสานกัน บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะแสดงประสิทธิภาพและพลังการขับขี่ให้สัมผัสได้ถึงขีดสุด โดยในขณะที่เร่งความเร็ว มอเตอร์ไฟฟ้าจะมอบการตอบสนองที่ทันใจกว่าอย่างชัดเจน และในการขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ มอเตอร์ไฟฟ้าก็จะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลภาวะลง

 

นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกใช้คุณสมบัติ BATTERY CONTROL เพื่อกำหนดสถานะการชาร์จของแบตเตอรี่แรงดันสูงให้อยู่ในระดับที่ผู้ขับขี่ต้องการ จึงสามารถกักเก็บพลังงานเพื่อสลับมาเลือกขับขี่แบบไร้มลภาวะได้ ขณะเดินทางผ่านบริเวณเมืองเป็นต้น

 

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ ตั้งอยู่บริเวณใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังจึงช่วยประหยัดพื้นที่ ในขณะที่ถังน้ำมันตั้งอยู่เหนือบริเวณเพลาหลังของตัวรถ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้จึงสามารถบรรจุสัมภาระได้โดยแทบไม่ถูกจำกัดพื้นที่ ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระที่มีความจุถึง 450 ลิตร เทียบได้กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปรุ่นอื่น ๆ และเมื่อพับพนักพิงเบาะหลังแบบ 40:20:40 ก็สามารถเพิ่มความจุได้สูงสุดถึง 1,500 ลิตร

 

ด้วยเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล้ำสมัยที่มีความจุรวม 12.0 กิโลวัตต์-ชั่วโมง แบตเตอรี่แรงดันสูงของบีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จึงมอบทั้งประสิทธิภาพที่โดดเด่นและระยะทางการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนที่ยาวไกลกว่า จึงใช้ขับขี่เดินทางในแต่ละวันได้โดยปราศจากมลภาวะ แม้จะต้องเดินทางออกนอกเมืองก็ตาม แบตเตอรี่แรงดันสูงชุดนี้รองรับการชาร์จผ่านเต้าเสียบปลั๊กไฟทั่วไปภายในบ้านด้วยอุปกรณ์สายชาร์จมาตรฐาน โดยสามารถชาร์จจนเต็มได้ภายเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมงด้วยวิธีนี้ ในขณะที่การชาร์จแบตเตอรี่ผ่านแท่นชาร์จ BMW i Wallbox จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายในเวลาเพียง 3.5 ชั่วโมง

 

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e ใหม่ ในแพ็คเกจชุดแต่ง M Sport มาพร้อมกับล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้วในลาย Double-Spoke ระบบไฟหน้า LED ปรับตามทิศทางหมุุนของพวงมาลัย ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ คาลิเปอร์เบรกดีไซน์ M Sport ระบบช่วยการขับขี่ ระบบช่วยจอดรถ ระบบแสดงผล BMW Head-Up Display ชุดเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman/Kardon และราวหลังคาอลูมิเนียมแบบด้าน สำหรับอุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ยังรวมถึงระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้าง โดยเมื่อขับขี่ในระบบไฟฟ้าด้วยความเร็วต่ำ บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ จะส่งเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูเพื่อเตือนผู้ใช้ถนนให้ทราบถึงตัวรถที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ โดยไม่รบกวนความสงบเงียบของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

 

นอกจากนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติเป็นอุปกรณ์มาตรฐานซึ่งควบคุมได้ในระยะไกลด้วยสมาร์ทโฟนผ่าน BMW Connected App ผู้ขับขี่จึงสามารถไปถึงรถยนต์ที่ปรับอากาศเย็นสบายได้ในฤดูร้อน ส่วนบริการดิจิทัลอื่น ๆ ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมการชาร์จแบตเตอรี่ขณะเดินทางได้ง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือในการค้นหาสถานีชาร์จสาธารณะ การควบคุมระบบชาร์จแบตเตอรี่จากทางไกล หรือการตรวจสอบข้อมูลสถานะการชาร์จ และระยะการขับขี่ทั้งในแบบไฟฟ้าล้วนและผสม ผ่านทางสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่หรืออุปกรณ์ส่วนตัวอื่น ๆ ได้

Read more

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport

ราคาจำหน่าย: 4,999,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

Read more

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport

ราคาจำหน่าย: 4,699,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

Read more

เจเนอเรชั่นที่ 4 ของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ทั้งในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดและเครื่องยนต์ดีเซล โดดเด่นด้วยการผสมผสานสมรรถนะและความสะดวกสบายอย่างเหนือระดับ โดยไม่ทิ้งรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล SAV นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่นของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดและเครื่องยนต์ดีเซล ยังเป็นรุ่นที่ประกอบในประเทศและมาพร้อมราคาที่เร้าใจยิ่งขึ้น

 

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport ผสานขุมพลังการขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าเข้ากับความคล่องตัวในแบบฉบับรถยนต์ Sports Activity Vehicle (SAV) มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 43.5 กิโลเมตรต่อลิตร ตาม ECO Sticker โดยเมื่อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว จะสามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเดิมสูงสุดที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 80 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และผล Eco Sticker

 

บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร BMW TwinPower Turbo ที่มอบพลังถึง 210 กิโลวัตต์ / 286 แรงม้า ควบคู่ไปกับความปราดเปรียวที่ได้จากเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู EfficientDynamics และเจเนอเรชั่นที่ 4 ของเทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู eDrive สุดล้ำ มอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังสูงสุดที่ 83 กิโลวัตต์ / 113 แรงม้า ตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจุพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 24 กิโลวัตต์-ชั่วโมง โดยระบบไฟฟ้าทั้งหมดได้รับการพัฒนาเพื่อให้จัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระบบปลั๊กอินไฮบริดของบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport มอบความประหยัดพลังงานที่เหนือกว่า

 

เมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ทำงานร่วมกัน จะมอบพละกำลังสูงสุดที่ 290 กิโลวัตต์ / 394 แรงม้า พร้อมแรงบิด 600 นิวตันเมตร ส่งกำลังโดยตรงไปที่เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic เจเนอเรชั่นล่าสุดและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive ที่มอบสมรรถนะบนถนนในสไตล์สปอร์ต พร้อมกับสมรรถนะแบบออฟโรดที่เหนือชั้น ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรภายใน 5.6 วินาที ทำความเร็วได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้ากว่า 1.2 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ทำงานคู่กับเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตรที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ส่งพลังให้เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อบีเอ็มดับเบิลยู xDrive เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ได้รับการพัฒนากำลังขับเคลื่อนและควบคุมการทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม ยังมอบความมั่นใจด้วยการถ่ายแรงขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลระหว่างล้อหลังทั้งสองข้าง ไม่ว่าบนเส้นทางออนโรดหรือออฟโรด

 

ในด้านระบบช่วงล่าง บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถปรับระดับอัตโนมัติและระบบควบคุมความนุ่มนวลโช้กอัพแบบแปรผัน ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมระบบควบคุมการยึดเกาะถนน (Dynamic Traction Control) ระบบ Driving Experience Control สำหรับเลือกรูปแบบการขับขี่พร้อมโหมด ECO PRO และระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (Dynamic Stability Control) เพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด พร้อมมอบความสปอร์ตคล่องตัวและความสะดวกสบายได้ตลอดเส้นทาง

 

บีเอ็มดับเบิลยู X5 ใหม่ ปราดเปรียวยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics เสริมลุคสปอร์ตด้วยขอบหน้าต่างและราวหลังคาสีดำเงา กระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีผิวอลูมิเนียมแบบด้าน พร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย Star-spoke สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive30d M Sport และล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว ลาย Y-spoke สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sportภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ใหม่ มอบความรู้สึกหรูหราและมีระดับ ด้วยวัสดุคุณภาพเยี่ยม ดีไซน์ที่ลงตัว และระบบการควบคุมที่ล้ำสมัย แผงหน้าปัดดิจิทัลและจอ Control Display ได้รับการออกแบบทั้งกราฟฟิคและดีไซน์มาให้สอดรับกัน พร้อมด้วยเบาะนั่งหนังแท้ Vernasca และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ M Sport ฟีเจอร์อื่น ๆ ที่โดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู X5 ใหม่ ยังมีหลังคากระจกแบบ Panorama ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า 30%

 

ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ล้ำสมัย เช่น ระบบ Parking Assistant Plus สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport มาพร้อมระบบ Reversing Assistant กล้องมองรอบทิศทาง Surround View Camera รวมทั้งวิวด้านบน วิวพาโนรามิค และรีโมท 3D วิวที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อเพื่อดูภาพของรถที่จอดทางโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้ผ่านระบบ BMW ConnectedDrive นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ Driving Experience Control เลือกรูปแบบการขับขี่พร้อม ECO PRO ที่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในบีเอ็มดับเบิลยู X5 ใหม่ เสริมความทันสมัยและสะดวกสบายด้วยระบบ BMW Live Cockpit Professional ที่โดดเด่นด้วยจอแสดงผลขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครัน ขณะที่ระบบควบคุมผ่าน iDrive, BMW Gesture Control และจอ Control Display ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ก็ยังเป็นทางเลือกเพื่อมอบที่สุดแห่งความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่

 

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X5 ยังมาพร้อม BMW ConnectedDrive มอบบริการการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัดระหว่างยานยนต์และผู้ขับขี่

Read more

บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport

ราคาจำหน่าย: 2,299,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)

Read more

บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport ผสมผสานพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวางของรถยนต์สปอร์ตซีดานและความจุสัมภาระของรถยนต์อเนกประสงค์ไว้ได้อย่างลงตัว เพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที สามารถเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.7 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 27.0 กิโลเมตรต่อลิตร ขณะที่ระดับการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ 99 กรัมต่อกิโลเมตร

 

ด้วยความยาวของตัวรถ 4,824 มิลลิเมตร บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport จึงมีมิติความยาวของตัวถังที่ยาวกว่าบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 รุ่นอื่น ๆ ราว 200 มิลลิเมตร นอกจากนี้ช่องเก็บสัมภาระอเนกประสงค์ท้ายรถยังมีความจุสูงสุดถึง 1,600 ลิตร

 

บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport มาพร้อมหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว ระบบ iDrive Touch Controller และระบบ BMW ConnectedDrive ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมระบบบันเทิงและการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport ยังมีอุปกรณ์มาตรฐานอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Servotronic ระบบไฟหน้า LED ปรับอัตโนมัติ และโหมดการขับขี่ Driving Experience Control ต่าง ๆ

Read more

มินิ Rosewood Edition (แฮทช์ 3 ประตู)

ราคาจำหน่าย: 2,850,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

Read more

มินิ Rosewood Edition (แฮทช์ 5 ประตู)

ราคาจำหน่าย: 2,890,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

Read more

ด้วยจำนวนจำหน่ายในประเทศไทยจำกัดเพียง 30 คัน รถยนต์มินิ Rosewood Edition พร้อมแล้วที่จะอวดโฉมด้วยสีแดง Indian Summer Red ที่มีเฉพาะในรุ่นพิเศษนี้ ด้วยงานออกแบบภายนอกที่สะกดทุกสายตาด้วยหลังคา เส้นสายบนฝากระโปรงรถ และกระจกมองข้างสีดำ ที่ตัดกับตัวถังสีแดงเมทัลลิกให้ตัวรถโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มินิรุ่นลิมิเต็ดนี้ยังมาพร้อมไฟท้าย LED ลายธงยูเนียนแจ็คสะดุดตา กล้องแสดงภาพด้านหลัง กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า และล้อขนาด 17 นิ้วในลาย Rail Spoke 2-Tone พร้อมยางรันแฟลต การตกแต่งภายในโดดเด่นด้วยดีไซน์พิเศษอย่างเบาะหนัง MINI Yours Leather Lounge ในสีดำ Carbon Black ชุดตกแต่ง MINI Yours Interior สีดำ Piano Black illuminated ที่พักแขนด้านหน้า เพดานหลังคาภายในสี Anthracite เบาะนั่งดีไซน์ Sport และระบบปุ่มควบคุมเกียร์แบบไฟฟ้า

 

มินิ Rosewood Edition ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบ ให้พละกำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic คลัทช์คู่ 7 จังหวะ ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลา 6.7 วินาทีสำหรับมินิ Rosewood Edition แฮทช์ 3 ประตู และ 6.8 วินาทีสำหรับมินิ Rosewood Edition แฮทช์ 5 ประตู ส่วนเทคโนโลยีการขับขี่และระบบความปลอดภัยก็มากันครบครัน ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้าง ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนนพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบควบคุมความเร็วคงที่พร้อมฟังก์ชั่นช่วยลดความเร็ว และระบบช่วงล่างแบบ adaptive มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ในทุกเส้นทาง

Read more

มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition

ราคาจำหน่าย: 3,060,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

Read more

รถยนต์มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ผสมผสานเอกลักษณ์อันโดดเด่นและกลิ่นอายแห่งความร่วมสมัยเพื่อรังสรรค์ความแตกต่างแห่งสุนทรียะที่สะกดทุกสายตา สีฟ้าเมทัลลิก Deep Laguna แต่งแต้มตัวถังให้สะดุดตา เสริมบุคลิกให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยหลังคาผ้าสี Anthracite การตกแต่งภายนอกมาพร้อมกับลวดลายเรขาคณิตแบบสะท้อนแสงชวนมอง ส่งให้เส้นสายบนฝากระโปรงรถลาย Specific พร้อมเส้น Pin lines และส่วนประกอบอื่น ๆ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งยังเสริมบุคลิกเฉพาะไม่ซ้ำใครด้วยแถบสัญลักษณ์ ‘SIDEWALK’ บริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้างและแถบทางเข้าประตูรถ ส่งให้รถยนต์มินิรุ่นพิเศษนี้แตกต่างไม่เหมือนใครขึ้นอีกขั้น

 

มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition สะดุดตาด้วยล้อรถลาย MINI Yours British Spoke 2-Tone ขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมกับยางรันแฟลต ด้านหลังคาไฟฟ้าอัจฉริยะปรับพับได้อย่างเงียบเชียบด้วยระบบ Z-folding ได้ถึง 3 แบบ: ขึ้น ลง หรือโหมดหลังคามินิซันรูฟเพื่อรับลมเข้าสู่ห้องผู้โดยสาร โดยสามารถเปิดปิดหลังคาได้อย่างสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 18 วินาทีเท่านั้น แม้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนวัสดุผ้าของหลังคารถแบบอ่อนโดดเด่นด้วยดีไซน์พิเศษที่ถักทอเป็นลวดลายเรขาคณิต เติมเต็มที่สุดแห่งการขับขี่สู่จุดหมายได้อย่างไร้ที่ติ

 

มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition มอบความแรงจากขุมพลังเบนซิน 4 สูบ ที่ให้พละกำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic คลัทช์คู่ 7 จังหวะ พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 7.1 วินาที ทั้งยังมาพร้อมหลากหลายเทคโนโลยีการขับขี่และระบบความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างแบบ Adaptive กล้องแสดงภาพด้านหลัง ไฟท้าย LED ลายธงยูเนียนแจ็ค พร้อมฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกอีกมากมาย รวมถึงระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay และแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

Read more

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่

ราคาจำหน่าย: 2,290,000 บาท

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

Read more

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู แต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มอบการขับขี่แบบไร้มลภาวะ ควบคู่กับสมรรถนะที่เร้าใจในสไตล์มินิ

 

ขุมพลังไฟฟ้าใน มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต

 

แบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอี โดยเฉพาะ มอบพลังงานสำหรับการขับขี่เป็นระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) โดยตัวแบตเตอรี่ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอี จึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18 มิลลิเมตร

 

มินิ คูเปอร์ เอสอี ติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากเกิดการชน

 

มินิ คูเปอร์ เอสอี ยังมาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ที่เสริมความสนุกสนานขณะโลดแล่นบนท้องถนนได้อย่างเร้าใจยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน และรองรับการตั้งค่าต่าง ๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ที่ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง จึงลดความเร็วได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น

 

แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง และหากชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-charging จะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้รับการออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเพียง 36 นาที โดยรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 ซึ่งจะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฎอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกระพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม

 

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะผ้าสีดำ Carbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสาร แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

 

ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมเส้นสายการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจน สะท้อนถึงเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคตที่ล้ำสมัย ส่วนฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์นี้ยังปรากฏบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ประตูท้ายรถ และกระจังหน้า ซึ่งสะดุดตาด้วยแถบสีเหลืองรับกับฝาครอบกระจกข้างในสีเดียวกัน สร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวให้แก่มินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งมาพร้อมไฟหน้า LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Power Spoke พร้อมยางรันแฟลตที่มีเป็นพิเศษเฉพาะในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอีเท่านั้น

Read more

ข้อเสนอพิเศษในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41

ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูที่จองรถยนต์พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate Package ระหว่างงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 และรับส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 จะได้รับสิทธิประโยชน์* ดังนี้

 

  • ขยายเวลาโปรแกรมบำรุงรักษา BSI เป็น 6 ปี/120,000 กม.
  • รับประกันไม่จำกัดระยะทาง 6 ปี
  • สมาชิกบริการ BMW Mobility Services 6 ปี

 

สำหรับลูกค้าที่สนใจจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นต่อไปนี้ จะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษสุด* ดังนี้

Read more
รุ่นรถยนต์
ข้อเสนอ
เงื่อนไข

สำหรับลูกค้าเดิมของบีเอ็มดับเบิลยู สามารถสั่งจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 5 และบีเอ็มดับเบิลยู X3 จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย* ดังนี้
 

Read more
รุ่นรถยนต์
ข้อเสนอ
เงื่อนไข

สำหรับลูกค้ามินิที่ทำการจองรถยนต์ภายในงาน และรับส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

  • การยกระดับ MSI Standard เป็น 7 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร สำหรับมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทุกรุ่น
  • สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์มินิทุกรุ่น ยกเว้นมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน เอนทรี, มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ จีพี และมินิ คูเปอร์ เอสอี รับฟรี MINI Advanced Car Eye ระบบกล้องติดรถยนต์คุณภาพสูง มูลค่า 25,700 บาท*

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

Read more

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก เราผลิตและจำหน่ายรถยนต์ภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, โรลส์-รอยซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยมีเครือข่ายการผลิต 31 แห่งใน 15 ประเทศ อีกทั้งยังมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก


ในปี พ.ศ. 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มียอดขายรถยนต์กว่า 2.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้า 1.2% และมอเตอร์ไซค์ 175,000 คันทั่วโลก เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อนหน้า กลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) เติบโตขึ้น 2.2% จากยอดการส่งมอบ 145,815 คันในปีที่ผ่านมา โดยมียอดส่งมอบทั้งหมดจนถึงปี 2562 รวมแล้วกว่า 500,000 คันทั่วโลก โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีพนักงานทั้งหมด 133,778 คนทั่วโลก


ความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้รับการขับเคลื่อนจากพลังแห่งวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม และให้บริการกับลูกค้าอย่างดีที่สุด นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในทุกผลิตภัณฑ์และในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เป็นสาขาของ BMW AG ประเทศเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 ประกอบด้วยสามบริษัท ได้แก่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด รับผิดชอบด้านการขายและการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รับผิดชอบด้านการผลิตรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ภายใต้แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รับผิดชอบด้านบริการทางการเงินสำหรับผู้จำหน่ายรถยนต์และลูกค้าบุคคล


ในปี 2562 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยสถิติส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิจำนวน 12,954 คัน โดยมินิ ประเทศไทยได้สร้างสถิติยอดการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดมินิทั่วโลก ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ 1,204 คัน เพิ่มขึ้นถึง 15% จากปีก่อนหน้า ส่วนเซกเมนต์รถหรู ที่ขับเคลื่อนด้วยยอดขายจากบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 8 บีเอ็มดับเบิลยู X7 และบีเอ็มดับเบิลยู i8 เติบโตโดยรวมที่ 39% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่รถยนต์ที่ผ่านการใช้งานแล้วภายใต้โปรแกรม BMW Premium Selection มีอัตราการเติบโตที่ 16% เมื่อเทียบปีต่อปี


ในด้านการผลิต โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่มีต่อตลาดในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะตลาดประเทศไทย ว่าเป็นตลาดที่สามารถเติบโตได้อย่างมีนัยยะสำคัญ และด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ตั้ง ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และพนักงานผู้เชี่ยวชาญในด้านยนตรกรรม ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการประกอบยนตรกรรมของบีเอ็มดับเบิลยูในภูมิภาคอาเซียนที่ผ่านมานอกจากนี้ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการขยายกระบวนการประกอบภายในโรงงานและเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สืบเนื่องจากการจัดซื้อชิ้นส่วนยานยนต์จากประเทศไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตในประเทศและเพื่อส่งออก คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาทต่อปี บีเอ็มดับเบิลยูจึงจัดตั้งสำนักงานจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ขึ้นในประเทศไทยด้วย เพื่อจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์จากซัพพลายเออร์ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู 31 แห่ง ใน 15 ประเทศทั่วโลก


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย สามารถประกอบรถยนต์รุ่นต่างๆ ทั้งหมด 17 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 Gran Turismo บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 บีเอ็มดับเบิลยู X1 บีเอ็มดับเบิลยู X3 และ บีเอ็มดับเบิลยู X5 สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู F 900 R บีเอ็มดับเบิลยู F 900 XR บีเอ็มดับเบิลยู F750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR และ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทยยังขยายสายการประกอบรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด 4 รุ่นในประเทศไทย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e บีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e และบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
1397

www.bmw.co.th
www.mini.co.th
www.bmw-motorrad.co.th

 

สื่อมวลชนติดต่อ  บริษัท คาร์ลบายร์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์

สุธาทิพย์ บุญแสง (08-7685-1695 หรือ 0-2627-3501 ต่อ 102)

ธรธวัช ทองแนบ (08-3225-4567 หรือ 0-2627-3501 ต่อ 206)

ปวริศา ธนวจีรัณ (08-6564-4726 หรือ 0-2627-3501 ต่อ 125)

พิชานัน ทูลกำธรชัย (08-5157-7557 หรือ 0-2627-3501 ต่อ 101)

sboonsaeng@carlbyoir.com, tthongnab@carlbyoir.com, pthanawajeran@carlbyoir.com, ptoonkamthornchai@carlbyoir.com

Read more