BMW 330Li M Sport
Highlights | 2564.05.01

THE BMW M4 Competition

สำหรับแฟนบีเอ็มดับเบิลยูขนานแท้ รถที่ขึ้นหิ้งอยู่ในใจคงหนีไม่พ้นรถตระกูล M ที่ส่งตรงออกมาจาก BMW M GmbH แต่ถ้าจะให้เลือกรถ M ที่เปรียบเสมือนกับเมล็ดพันธุ์ของอารยธรรม M ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งปวงมาหนึ่งรุ่น เราเชื่อว่าคำตอบจำนวนไม่น้อยจะต้องเป็น BMW M3 E30 จากปี 1986 เพื่อทำตามกฎโฮโมโลเกชันของการแข่งรายการ Deutsche Tourenwagen Meisterschaft (DTM) กับรายการ Group A Touring ได้ ที่จะต้องผลิตรถแบบเดียวกันให้ได้อย่างน้อย 5,000 คันเสียก่อน เพราะนอกจากความรู้สึกของการได้ครอบครองรถแข่งจากสนามที่มาอยู่ในชีวิตจริง วิ่งบนถนนจริงแล้ว มันยังเป็นรถสปอร์ตคูเป้หน้าตาเรียบร้อยที่มี 4 ที่นั่งพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายรถที่พาครอบครัวเล็กๆ ไปไหนไปกันได้ แต่มีหัวใจที่พร้อมสอนบทเรียนให้รถสปอร์ตในยุคนั้นต้องหลาบจำหากคิดมาลองดีด้วยบนท้องถนน ...35 ปีผ่านไป เรามาอยู่ในปี 2021 และนี่คือทายาทรุ่นที่ 5 ที่มาพร้อมกับแนวคิดใหม่หลายประการที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน้าตาภายนอกเท่านั้น นี่คือ BMW M4 Competition

Read more

สิ่งแรกที่เราควรจะต้องพูดถึงกันก็คือเรื่องหน้าตา เพราะอย่างแรกบนรถคันนี้ที่คุณเห็นคงหนีไม่พ้นกระจังหน้าไตคู่ขนาดเขื่อง  รูปทรงของมันไม่ได้ต่างไปจาก BMW 4 Series รุ่นล่าสุด แต่รายละเอียดอย่างเช่นซี่กระจังแนวนอนและการไม่มีกรอบล้อมรอบนั้นคือจุดเด่นที่จะพบเจอได้ในเฉพาะ BMW M3 และ BMW M4 เท่านั้น มันอาจจะดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับสายตาหน่อยในตอนแรก แต่นับวันผ่านไปกระจังหน้าชุดนี้ก็ดูลงตัวและเข้ายุคสมัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ สิ่งที่แตกต่างจาก BMW 4 Series รุ่นปกติยังมีไฟหน้าแบบ Laser light ที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ช่องรีดอากาศไปเป่าซุ้มล้อ (Air Curtain) ที่ปลายกันชนด้านซ้ายขวามีแผ่นจัดระเบียบลมรวมเข้าไปเป็นส่วนนึงเพื่อพัฒนาแอโรไดนามิกส์ให้ดีขึ้นที่ความเร็วสูง ซุ้มล้อขยายขนาดเพื่อโชว์มัดกล้ามและปกคลุมล้อที่ขนาดใหญ่ขึ้นมาก หลังคาวัสดุ CFRP พร้อมครีบสองฝั่งตามแนวยาวของรถ สปอยเลอร์หลังท้ายและแผงดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างกันชนที่ดุดันกว่าปกติ ซึ่งมีปลายท่อไอเสียสีดำโครเมียมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อละ 100 มม. จำนวน 4 ท่อ ยื่นออกมา และพวกมันแอบแฝงแผ่น Flap ปรับระดับเสียงของท่อไอเสียที่ควบคุมด้วยไฟฟ้าไว้ข้างใน จะว่าไปแล้วแนวคิดก็ไม่ได้แตกต่างจากตอนที่พวกเขาทำ BMW M3 E30 ในยุค 80s มากนัก เพียงแต่ทุกอย่างถูกยกระดับขึ้นไปเป็นเบอร์ 11 และทุกรายละเอียดที่เพิ่มสมรรถนะได้นั้นไม่มีการปล่อยไว้อย่างเดิมแม้แต่ชิ้นเดียว

 

ถ้าคิดว่ารูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนเยอะแล้ว ลึกลงไปใต้เปลือกตัวถังนั้นยิ่งเปลี่ยนมากกว่า วิศวกรติดตั้งชุดค้ำและดามตัวถังตั้งแต่บนลงล่างและหน้าจรดท้ายเพื่อเพิ่มความแกร่งของตัวถังต่อแรงบิดทั้งแนวยาวและแนวเฉียง เพื่อรองรับกับพละกำลังม้าระดับครึ่งพันซึ่งมากกว่ารุ่นปกติอยู่เกือบเท่าตัว เบ้าช็อคอัพหน้ามีค้ำเชื่อมระหว่างพวกมันทั้งสองฝั่ง และยังมีอีกสองชุดเพื่อยึดมันเข้ากับคานหน้ารถและแผงไฟร์วอลล์ ค้ำห้องเครื่องกับซับเฟรมหน้าในแนวดิ่ง ส่วนซับเฟรมด้านหน้ามีค้ำอลูมิเนียมติดตั้งเพื่อความแข็งแรง ชุดค้ำตัวถังแบบตัว X ใต้พื้นห้องโดยสาร และซับเฟรมหลังที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับจุดยึดเข้ากับตัวถังสำหรับ BMW M4 โดยเฉพาะ ส่วนนึงที่ BMW M4 ใหม่นี้มีการพัฒนาด้านโครงสร้างตัวรถอย่างมากมายก็เป็นผลมาจากการที่ BMW M GmbH ตัดสินใจพัฒนา BMW M4 เวอร์ชันถนนไปควบคู่กับตัวแข่ง BMW M4 GT3 ซึ่งเป็นทางเดินเดียวกันกับตอนที่พวกเขาพัฒนา BMW M8 ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นรถตัวแรงเวอร์ชันถนนที่มีตัวถังแข็งแกร่งพร้อมรับช่วงล่างและชุดเบรกที่จะสามารถรีดสมรรถนะของมันออกมาได้เต็มที่ยิ่งขึ้น ซึ่งวิศวกรบอกว่ามันทำให้รถมีอาการเป็นกลางอยู่ตลอดเวลาแม้ในตอนที่กำลังขับจนถึงขีดจำกัด

 

การจะทำแบบนั้นได้ก็ต้องได้รับความช่วยเหลือจากช่วงล่าง Adaptive M Suspension ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานสำหรับ BMW M4 Competition มันสามารถปรับความแข็งได้ตามโหมดการขับที่เลือกเอาไว้จากปุ่ม Driving Experience Control ช่วงล่างจับคู่กับระบบพวงมาลัย M Servotronic ที่สามารถปรับอัตราทดแปรผันไปตามสถานการณ์ได้เพื่อแฮนด์ลิงการขับที่ดุดันและเฉียบคม จากนั้นก็มีเบรก M Compound เพื่อหยุดม้ากล้ามโตฝูงใหญ่ด้วยคาลิปเปอร์ M สีน้ำเงินแบบหกสูบด้านหน้าและหนึ่งสูบด้านหลัง กับจานเบรกขนาด 380 มิลลิเมตร และ 370 มิลลิเมตรตามลำดับ น้ำหนักแป้นเบรกยังมีลูกเล่นมาให้ปรับได้ตามสถานการณ์และสไตล์การขับที่แต่ละคนชื่นชอบได้ 2 โหมด คือ COMFORT ที่ตอบสนองของเบรกแบบค่อยเป็นค่อยไป และ SPORT ที่ตอบสนองรวดเร็วตามสั่ง รวมถึงสิ่งที่ครอบเบรกเหล่านั้นไว้อย่างล้ออัลลอยน้ำหนักเบา M forged ขนาดด้านหน้า 19 นิ้ว และหลัง 20 นิ้ว แบบสลับสี เพื่อการตอบสนองที่ดีเยี่ยมในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะทะยานออกตัวบนทางตรง หรือการหอบความเร็วในระดับที่ไม่น่าจะเป็นไปได้พุ่งเข้าหาโค้งอย่างมั่นใจ

มาถึงส่วนสำคัญอย่างขุมพลังกันบ้าง BMW M4 Competition ใช้เครื่องยนต์ S58 แบบหกสูบเรียง เบนซิน เทอร์โบคู่ พร้อมเทคโนโลยี TwinPower Turbo ที่ผลิตแรงม้าออกมาได้สูงถึง 510 ตัว กับแรงบิด 650 นิวตันเมตร ที่มีบุคลิกเด่นด้วยการที่มันชื่นชอบตวัดไปที่รอบสูง ระบบโดยรอบได้รับการปรับปรุงมาไม่น้อยเช่นเดียวกัน ทั้งระบบระบายความร้อนที่มีหม้อน้ำย่อยอีก 2 ชุดแยกออกมาจากหม้อน้ำหลัก ซ่อนอยู่ในซุ้มล้อหน้าด้านละฝั่ง เพื่อการระบายความร้อนที่ดีขึ้นแม้กำลังถูกหวดอย่างหนักรอบแล้วรอบเล่าในสนามแข่ง และในรุ่น Competition จะมีออยล์คูลเลอร์เครื่องยนต์และออยล์คูลเลอร์เกียร์แยกออกมาต่างหากอีกด้วย อ่างน้ำมันเครื่องออกแบบใหม่ให้มีห้องสำรองเล็กๆ ไว้เก็บน้ำมันเครื่องในเวลาที่เครื่องยนต์ต้องการน้ำมันหล่อลื่นมากเป็นพิเศษ โดยปั๊มน้ำมันเครื่องที่ควบคุมด้วยอิเลกทรอนิกส์จะถูกสั่งให้ปั๊มน้ำมันจากห้องสำรองนี้ในตอนที่รถถูกเร่งไปข้างหน้าหรือเข้าโค้งอย่างรุนแรง และอาจทำให้น้ำมันเครื่องในอ่างไหลเทรวมกันไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้เครื่องขาดน้ำมันหล่อลื่นไปชั่วขณะ ซึ่งนั่นก็จะทำให้ BMW M4 Competition มีชีวิตอยู่กับเจ้าของที่ชื่นชอบการพารถไปจิบกาแฟและลงแทร็คเดย์ได้ยาวนานขึ้น โดยที่เครื่องยนต์ไม่โบกมือลาไปเสียก่อน

 

เครื่องยนต์จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะพร้อมฟังก์ชัน Drivelogic ที่เลือกความดุดันในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ได้ 3 ระดับ ทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายใน 3.9 วินาที และ 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 12.5 วินาที (BMW M4 รุ่นปกติทำได้ 4.2 และ 13.7 วินาที ตามลำดับ) นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับโหมดการขับที่เป็นฟีเจอร์เฉพาะสำหรับ BMW M อย่าง M Dynamic Mode (MDM) ที่ยอมปล่อยให้ล้อหลังหมุนฟรีในระดับที่จำกัด M Traction Control ที่สามารถเลือกระดับความไวของระบบป้องกันล้อหมุนฟรีได้ถึง 10 ระดับ ซึ่งมีเป็นมาตรฐานสำหรับรุ่น Competition เท่านั้น และ M Mode ไว้คอยปรับระบบช่วยเหลือการขับต่างๆ ให้ลดบทบาทการเข้ามาควบคุมลงและปรับการแสดงผลหน้าจอต่างๆ ในรถตามโหมด ROAD, SPORT หรือ TRACK ที่เลือกเอาไว้ ระบบต่างๆ สามารถเซ็ทค่าที่ชื่นชอบแล้วบันทึกไว้ในปุ่ม M1 และ M2 สีแดงบนพวงมาลัย เพื่อที่จะสามารถเรียกการตั้งค่านั้นขึ้นมาใช้งานอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องไล่ปรับทีละจุดให้เสียอรรรถ และเมื่อพูดถึงอรรถรสวิศวกรก็จัดหา M Drive Professional Drift Analyzer ติดตั้งมาให้รถประเมินคะแนนการดริฟท์ของคุณด้วยซะเลย เหมือนกับมีเพื่อนคู่ใจที่คอยเชียร์ให้คุณฮึกเหิมขึ้นตอนดริฟท์สวย แต่ก็ตรงไปตรงมาพอจะบอกว่าดริฟท์ห่วยๆ แบบนี้เลิกเสียเถอะ มันยังมาพร้อม M Laptimer เพื่อการจับเวลาต่อรอบด้วย 

ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งพิเศษตามแบบฉบับ BMW M ซึ่งคงไม่ต้องพูดกันให้มากความสำหรับแฟน M มาแต่อ้อนแต่ออก จุดเด่นอยู่ที่มาตรวัดแบบ BMW LiveCockpit Professional ที่มีกราฟฟิคสำหรับ M โดยเฉพาะ ระบบการแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า Head-up display เบาะนั่ง M carbon ทรงบักเก็ตซีทหุ้มด้วยหนัง Merino ผิวละเอียด พร้อมโลโก้ M4 บนพนักพิงศีรษะเรืองแสง เข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M เครื่องเสียง Harman Kardon แป้นแพดเดิลชิฟท์คาร์บอนด้านหลังพวงมาลัย ปุ่มการเลือกโหมดการขับแบบเฉพาะ BMW M เท่านั้น และโลโก้ M4 อีกเต็มคันเพื่อให้รู้ว่ารถคันนี้มี DNA ของตัวอักษรที่ทรงพลังที่สุดในโลกอยู่เต็มเปี่ยม

 

เราโชคดีที่ 35 ปีผ่านไปยังมีโอกาสได้สัมผัสรถที่มีจิตและวิญญาณสำหรับนักขับอยู่อย่างเต็มสูบ พร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่หวานกร้าวแบบแท้ๆ โดยที่ไม่ต้องสังเคราะห์ขึ้นมาทดแทนความเงียบกริบของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของ BMW M4 Competition อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากมาย แต่ก็จงดีใจและดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้เอาไว้เถิด เพราะอีก 35 ปีข้างหน้าเราอาจจะไม่ได้มีรถแบบนี้ให้สัมผัสอีกแล้ว คุณผู้อ่านที่สนใจ BMW M4 Competition สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เวบไซต์ https://www.bmw.co.th และโชว์รูมผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู

 

ขอให้มีความสุขกับ BMW ทุกวันครับ