Latest | 2564.04.01

10 YEARS OF BMW i. MORE THAN ELECTRIC.

ไลน์อัพของ BMW ในปัจจุบันทั้ง BMW i3, BMW i4, BMW i8, BMW iX3, และ BMW iX คงจะบอกได้กลายๆ ว่าการจะเป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนสักคันในยุคนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าหากย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้ว อย่าว่าแต่การเป็นเจ้าของเลยครับ แค่ได้ขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสักคันก็ดูเป็นเรื่องล้ำยุคและไม่ปกติแล้ว ในตอนนั้นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วน ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกมันว่า EV (Electric Vehicle) ยังดูเป็นเพียงความฝันของผู้ผลิตรถยนต์ที่จะหาทางรอดให้กับการเดินทางของคนทั้งโลกและบริษัทของพวกเขาเองในวันที่น้ำมันดิบเกลี้ยงโลก ซึ่งออกจะดูเลือนลางซะด้วยซ้ำด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งความจุของแบตเตอรี่ที่ทำให้วิ่งได้ระยะทางน้อย ขนาดของแบตเตอรี่ที่ใหญ่โตและมีน้ำหนักมาก ไปจนถึงการชาร์จที่อาจต้องรอกันข้ามวัน ไม่ต่างจากตอนที่คุณชาร์จแบตเตอรี่รถบังคับวิทยุของเล่นตอน 8 ขวบ

 

แต่เชื่อไหมครับว่า 10 ปีที่แล้วเหมือนกันนี่แหละ ที่ BMW เปิดตัว BMW i3 และวางจำหน่ายให้ลูกค้าซื้อมาใช้ได้เหมือนกับรถเครื่องสันดาปภายในทั่วไป ซึ่งนั่นเหมือนกับการรื้อความเชื่อทั้งปวงเกี่ยวกับรถ EV ที่ในตอนนั้นมีบทบาทเป็นได้แค่รถสำรองไว้ขับไปจ่ายตลาดในรัศมีไม่ไกลบ้าน ราวกับพวกมันคือรถกอล์ฟในร่างรถยนต์ที่ออกมาวิ่งนอกสนามหญ้าสีเขียวและไม่ได้มีจุดประสงค์หลักในการวิ่งตามลูกกลมๆ สีขาวเท่านั้น วันนี้ในปี 2021 เราจึงขอฉลองครบรอบ 10 ปี BMW และทศวรรษข้างหน้าที่คงเป็นยุคบานสะพรั่งของรถ EV ด้วยการพาคุณผู้อ่านกลับไปดูจุดเริ่มต้นของ BMW i กัน

Read more

แน่นอนว่าโครงการ BMW i ไม่ได้เริ่มต้นในปี 2011 BMW Group ตั้งโปรเจคท์ลับที่ใช้ชื่อว่า “Project i" ในปี 2008 โดยมีภารกิจเดียวคือ “Forget what went before. Rethink everything” หรือ “ลืมสิ่งที่เคยทำมาซะ แล้วสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่หมด” เพื่อที่จะสร้างรถ EV ที่ออกแบบมาเป็น EV ตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมในสมัยนั้นที่มักจะนำเอาโครงสร้างและตัวถังของรถยนต์เครื่องสันดาปภายในมาใส่อุปกรณ์ของรถ EV ลงไป ซึ่งมีข้อจำกัดนานัปประการ เช่น การที่พวกมันไม่ได้ถูกออกแบบว่าจะต้องแบกแบตเตอรี่จำนวนมากไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ก็ทำให้โครงสร้างรถเปล่ามีน้ำหนักมากเกินไปสำหรับรถ EV หรือเทคนิคอากาศพลศาสตร์ทั้งหลายก็ถูกทำมาไว้เพื่อดักอากาศไปป้อนเครื่องยนต์ ซึ่งเพิ่มแรงต้านอากาศและไม่จำเป็นสำหรับรถ EV แต่กลับตัวร้ายที่ทุบตัวเลขระยะทางที่วิ่งได้ ก็เหมือนกับการที่คุณพยายามใช้ Tablet แทน Laptop ซึ่งให้ตายก็ทำได้แค่ใกล้เคียงเท่านั้น

ฟังดูไอเดียก็เข้าท่าดีใช่ไหมครับที่ BMW จะสร้างรถ EV ใหม่ขึ้นมาซึ่งถูกออกแบบให้เป็นรถ EV มาตั้งแต่ต้น แต่พอเอาเข้าจริงสิ่งที่ BMW Group คิดนั้นไปไกลกว่าการสร้างรถขึ้นมาหนึ่งคันมาก พวกเขารื้อกระบวนการผลิตทั้งระบบให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง ลดการใช้น้ำบริสุทธิ์ลดลง 70% ในส่วนพลังงานที่ใช้ก็มาจากแหล่งพลังงานสะอาด 100% ตัวรถเองนั้นมีโครงสร้างตัวถังที่เปลี่ยนมาใช้วัสดุน้ำหนักเบาพิเศษที่คิดค้นขึ้นใหม่ ซึ่ง BMW เรียกว่า Carbon-Fiber Reinforced Plastics หรือ CFRP ที่ปัจจุบันถูกถ่ายทอดมาอยู่ทั้งใน BMW ซีรีส์ 7 และ BMW M ทั้งหลาย ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่สร้างขึ้นใหม่ รวมถึงการให้บริการด้านดิจิทัลเพื่อทำให้ลูกค้า BMW i ชาร์จรถยนต์ของพวกเขาได้อย่างสะดวกขึ้นด้วย

ในปี 2009 แค่หนึ่งปีให้หลังจากโครงการลับ Project i กำเนิดขึ้น BMW Group ก็เผยโฉม “BMW Vision Efficient Dynamics” เพื่อโชว์ศักยภาพและแนวทางของ BMW i ในอนาคต พร้อมกับเพนท์ตึกสำนักงานใหญ่รูปลูกสูบด้วยไฟให้กลายเป็นแบตเตอรี่เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนารถ EV ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จากนั้นในงาน Frankfurt International Motorshow ปี 2011 ก็เปิดตัว “Megacity Vehicle” หรือรถสำหรับเทรนด์เมืองยุคใหม่ ซึ่งเป็นรถต้นแบบของ BMW i3 ที่เปิดตัวและวางจำหน่ายจริงในปี 2013 ที่สร้างกระแสการพูดถึงไปทั่วโลก BMW i3 รุ่นแรกสามารถวิ่งได้ระยะทาง 130-160 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงทั้งขนาดความจุแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ และเรียกว่า BMW i3 (94Ah) ซึ่งมีความจุแบตเตอรี่มากกว่ารุ่นแรกเกือบสองเท่า ทำให้ระยะทางเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 245 กิโลเมตร (อ่านต่อ Electric Appeal)

 

ในปี 2014 BMW i8 ก็ตามมา รถสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับ 369 แรงม้า ที่ปล่อยมลพิษในระดับเดียวกับ Eco Car ซึ่งถูกสร้างบนพื้นฐานของ BMW Vision EfficientDynamics และสามารถขับในโหมดไฟฟ้าล้วนได้จนถึงความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก่อนที่ BMW i8 Roadster จะตามมาในปี 2018 ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมชั้นยอดอีกครั้งหนึ่ง เพราะคุณคงจำได้ว่า BMW i8 Coupé นั้นใช้ประตูแบบปีกนก ทำให้ BMW i8 Roadster ต้องมีการออกแบบบานพับและตำแหน่งยึดประตูกันใหม่หมด ส่วนหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้นั้นก็ต้องใช้บานพับพิเศษที่ผลิตได้จากเทคนิค 3D printing เท่านั้น และอากาศพลศาสตร์ที่เปลี่ยนไปเมื่อเปิดประทุน ก็ทำให้ต้องมีการออกแบบด้านหน้ารถกันใหม่หลายจุดเพื่อให้สมรรถนะยังคงยอดเยี่ยมไม่ต่างจาก BMW i8 Coupé