บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สนับสนุนประเทศไทยเดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์ | 2559.12.14

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สนับสนุนประเทศไทยเดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต (ที่ 4 จากขวา) ประธาน มอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าและรถยนต์รุ่นระบบปลั๊กอิน ไฮบริดให้แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นำโดย รศ. ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน (ที่ 4 จากซ้าย) อธิการบดี สำหรับนำไปใช้ในโครงการ Charge & Share ภายใต้บันทึกข้อตกลงเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบการใช้ยานพาหนะร่วมกันในประเทศไทย

 

จากซ้ายไปขวา
1. รศ. ดร. บัณฑิต ฟุ้งธรรมสาร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม นักวิจัยนโยบายพลังงาน JGSEE
2. คุณกฤษฏิ์ วิชัยวัฒนาพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด
3. มร. มาร์ค เพลิทิเยร์ ประธาน บริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย
4. รศ. ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)
5. มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
6. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล ประธานคลัสเตอร์วิจัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)
7. คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
8. คุณทรงเดช เย็นทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซลาร์ ไอที คอนซัลแตนท์ จำกัด

 

กรุงเทพฯ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อผนึกกำลังกันศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบการใช้ยานพาหนะร่วมกัน (Car Sharing) ในประเทศไทย ภายใต้โครงการ “Electric Vehicle Charging and Car Sharing Zones” หรือ Charge & Share ที่มหาวิทยาลัยฯ จัดขึ้น โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้นำรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i3 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์และปราศจากการปล่อยไอเสีย พร้อมด้วยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู 330e และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e มาให้ทางมหาวิทยาลัยนำไปทดลองใช้ในโครงการดังกล่าว เพื่อศึกษาลักษณะการใช้งานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัย และระบบ Car Sharing ของประเทศไทยในอนาคต

 

มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “หนึ่งในพันธกิจที่สำคัญของบีเอ็มดับเบิลยูคือ ความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ความสำเร็จของเราจึงสะท้อนอยู่ในนวัตกรรมการขับเคลื่อน ทั้งในระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์และในระบบปลั๊กอินไฮบริด พร้อมกันนี้ เราได้ร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับทั้งภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน ในการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยนตรกรรมไฟฟ้า และการติดตั้งสถานีชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ มจธ. ดำเนินโครงการนำร่อง Charge & Share และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำประเทศไทยนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

 

ดร.ยศพงษ์ ลออนวล ประธานคลัสเตอร์วิจัยยานยนต์ มจธ. กล่าวว่า “Charge & Share เป็นโครงการนำร่องที่มีระยะเวลา 2 ปี ภายใต้ศูนย์ Lo-Ve หรือ Center of Low Carbon Vehicle ในคลัสเตอร์วิจัยยานยนต์ของ มจธ. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในรั้ว มจธ. ให้เป็นรูปธรรม และเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางมาเป็น Car Sharing เพื่อศึกษาพฤติกรรมของคนไทยในการใช้งานระบบดังกล่าวด้วย”

 

ดร.วศิน เกียรติโกมล หัวหน้าโครงการ Charge & Share กล่าวว่า “ในโครงการ Charge & Share นั้น มจธ. ได้เปิดสถานีประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขึ้น โดยมีรถยนต์ให้บริการในรูปแบบ Car Sharing ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู i3 จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งบุคลากรของมหาวิทยาลัยจะนำไปใช้ในงานราชการ พร้อมเก็บข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อศึกษาลักษณะการใช้งาน รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการศึกษาพฤติกรรมของคนไทยในการใช้บริการระบบ Car Sharing และ EV Car Sharing เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และระบบ Car Sharing ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด* ในการช่วยบริหารจัดการระบบ Car Sharing ในการจองและคืนรถอีกด้วย”

 

บีเอ็มดับเบิลยู i3 เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งยนตรกรรมระบบไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแท้จริง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง บีเอ็มดับเบิลยู eDrive พร้อมด้วยการออกแบบภายใต้เทคโนโลยี บีเอ็มดับเบิลยู EfficientDynamics จึงไม่เพียงปราศจากการปล่อยไอเสีย แต่ยังมอบประสบการณ์ความเงียบขณะขับขี่ที่แทบเรียกได้ว่าไร้เสียง ซึ่งทำให้ บีเอ็มดับเบิลยู i3 จึงได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมและด้านการดีไซน์แห่งปี พ.ศ. 2557 หรือ 2014 World Green Car of the Year และ 2014 World Car Design of the Year

 

สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดในรุ่น BMW X5 xDrive40e และ BMW 330e นั้น ได้นำพลังของมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และสามารถเลือกนำมาขับขี่ในตัวเมืองได้โดยไม่ปล่อยมลภาวะออกจากท่อไอเสีย แบตเตอรี่ของรถสามารถชาร์จได้กับปลั๊กไฟบ้านทั่วไป โดย BMW X5 xDrive40e จะใช้เวลาชาร์จด้วยไฟบ้านราว 3 ชั่วโมง 50 นาที มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 31.3 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 76 กรัมต่อกิโลเมตรขณะที่ BMW 330e จะชาร์จไฟได้เต็มในเวลาราว 3 ชั่วโมง มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 41.7 กิโลเมตรต่อลิตรและลดระดับมลภาวะในการขับขี่กับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 57 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

 

*เกี่ยวกับฮ้อปคาร์

 

ในปีพ.ศ.2559 บริษัทฮ้อปคาร์ได้ก่อตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยี และ สร้างบริการเพื่อส่งเสริมการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืนของเมือง เราจึงได้เริ่มเป็นผู้ให้บริการคาร์แชริ่งแห่งแรกในประเทศไทย ด้วยมีจุดประสงค์ที่จะให้บริการคาร์แชริ่งช่วยส่งเสริมการใช้รถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยการลดจำนวนรถ และมลภาวะในเมือง จากความมุ่งมั่นในให้บริการที่สามารถตอบรับการใช้งานจริงของลูกค้า เราจึงได้ทำการพัฒนาระบบคาร์แชริ่งโดยทีมผู้เชี่ยวชาญในด้านวิศวะ และ ออกแบบเพื่อทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

 

ในส่วนโครงการ Charge and Share ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ฮ้อปคาร์ได้เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการจอง และ เข้าใช้รถ รวมไปถึงการดูแลจัดการผู้ใช้บริการ และ เก็บข้อมูลเพื่อการศึกษา

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก เราผลิตและจำหน่ายรถยนต์ภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และโรลส์-รอยซ์ และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู โดยมีเครือข่ายการผลิต 31 แห่งใน 14 ประเทศ อีกทั้งยังมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการมากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก

 

ในปีพ.ศ. 2558 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มียอดขายรถยนต์ 2.247 ล้านคัน และมอเตอร์ไซค์กว่า 137,000 คันทั่วโลก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีพนักงานทั้งหมด 122,244 คนทั่วโลก

 

ความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้รับการขับเคลื่อนจากพลังแห่งวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี สร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม และให้บริการกับลูกค้าอย่างดีที่สุด นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยการคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในทุกผลิตภัณฑ์และในทุกขั้นตอนการผลิตอีกด้วย

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เป็นสาขาของ BMW AG ประเทศเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2541 โดยประกอบไปด้วยสามบริษัท ได้แก่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด รับผิดชอบด้านการขายและการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รับผิดชอบด้านการผลิตรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ภายใต้แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รับผิดชอบด้านบริการทางการเงินสำหรับผู้จำหน่ายรถยนต์และลูกค้าบุคคล

 

ในปี 2558 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องด้วยสถิติยอดขายประจำปีสูงสุดของทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด กับยอดส่งมอบรวมกว่า 10,000 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ มียอดส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู และมินิ จำนวน 8,768 คัน เพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด 1,280 คัน เพิ่มขึ้น 83 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า รวมเป็นสถิติยอดส่งมอบของทั้งสามแบรนด์ที่ 10,048 คันในปี 2558 ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และนับเป็นการสร้างสถิติแห่งความสำเร็จของแต่ละแบรนด์ ทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

 

โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นเครื่องสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่มีต่อตลาดในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะตลาดประเทศไทย ว่าเป็นตลาดที่สามารถเติบโตได้อย่างมีนัยยะสำคัญ และด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ตั้ง ฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง และพนักงานผู้เชี่ยวชาญในด้านยนตรกรรม ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการประกอบยนตรกรรมของบีเอ็มดับเบิลยูในภูมิภาคอาเซียน สำหรับในปี 2559 นี้ จะมีการลงทุนเพิ่มอีก 488 ล้านบาท เพิ่มเติมจากยอดเงินลงทุนที่ผ่านมาทั้งสิ้นกว่า 3.7 พันล้านบาท เพื่อรองรับการขยายกระบวนการประกอบภายในโรงงานและเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สืบเนื่องจากการจัดซื้อชิ้นส่วนยานยนต์จากประเทศไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตในประเทศและเพื่อส่งออก คิดเป็นมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี บีเอ็มดับเบิลยูจึงเตรียมจัดตั้งสำนักงานจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ขึ้นในประเทศไทยด้วย เพื่อจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์จากซัพพลายเออร์ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู 31 แห่ง ใน 14 ประเทศทั่วโลก

 

ในปี 2555 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้จับมือกับพันธมิตรเพื่อนำแนวคิดของระบบการศีกษาแบบทวิภาคมาปรับใช้งานในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือกับหอการค้าไทยเยอรมัน (GTCC) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) จนเกิดเป็นโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education (GTDEE) ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตของโครงการ BMW Service Apprentice Program และมีจุดมุ่งหมายเพื่ออบรมความรู้และฝึกฝนทักษะในสายงานด้านช่างเทคนิคให้แก่นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งนอกจากการเรียนรู้ด้านทฤษฎีแล้ว ยังรวมถึงการอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรมของบีเอ็มดับเบิลยู และร่วมปฏิบัติงานกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญจากผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ ความร่วมมือในโครงการดังกล่าวนี้ได้ช่วยให้เกิดการพัฒนาความสามารถของนักศึกษาให้เติบโตต่อยอดไปสู่การสร้างแรงงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยทักษะ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมระดับโลก


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
1-800-269-269
www.bmw.co.th
www.mini.co.th
www.bmw-motorrad.co.th

 

สื่อมวลชนติดต่อ
บริษัท คาร์ลบายร์ แอนด์ แอสโซซิเอทส์
สุธาทิพย์ บุญแสง (08-7685-1695 หรือ 0-2627-3501 ต่อ 102)
ธรธวัช ทองแนบ (08-3225-4567 หรือ 0-2627-3501 ต่อ 206)
สวรส ถวิลวงศ์รักษ์ (08-9888-9799 หรือ 0-2627-3501 ต่อ 223)
sboonsaeng@carlbyoir.com, tthongnab@carlbyoir.com, sthawinwongrak@carlbyoir.com