ความสง่างามที่โลดแล่นสู่ทุกเส้นทาง

สมรรถนะการขับขี่และการประหยัดเชื้อเพลิงของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7

ความสง่างามที่โลดแล่นสู่ทุกเส้นทาง

สมรรถนะการขับขี่และการประหยัดเชื้อเพลิงของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7

โครงสร้างน้ำหนักเบาล้ำเทคโนโลยี เครื่องยนต์อันเหนือชั้น และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงว่า นวัตกรรมอันเป็นผลผลิตจากเหล่าวิศวกรผู้พัฒนาเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์ ระบบดังกล่าวทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ผลลัพธ์ที่ได้คือประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบาย สมรรถนะเร้าใจ และอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยม

ความสง่างามที่โลดแล่นสู่ทุกเส้นทางสมรรถนะการขับขี่และการประหยัดเชื้อเพลิงของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7

โครงสร้างน้ำหนักเบาล้ำเทคโนโลยี เครื่องยนต์อันเหนือชั้น และระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงว่า นวัตกรรมอันเป็นผลผลิตจากเหล่าวิศวกรผู้พัฒนาเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์ ระบบดังกล่าวทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ผลลัพธ์ที่ได้คือประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบาย สมรรถนะเร้าใจ และอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยม

เทคโนโลยี BMW EFFICIENT DYNAMICS

เทคโนโลยี BMW EFFICIENT DYNAMICS

ไม่ว่าการพัฒนายนตรกรรมจะมีจุดประสงค์เพื่อสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมหรือการประหยัดเชื้อเพลิง
บีเอ็มดับเบิลยูจะให้ความสำคัญกับการสร้างสุนทรียภาพแห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์เสมอ
BMW EfficientDynamics คือกลยุทธ์ที่บีเอ็มดับเบิลยูพัฒนาขึ้นเพื่อลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อย CO2 พร้อมทั้งพัฒนาสมรรถนะให้เร้าใจยิ่งขึ้นและเติมเต็มสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ โดยรวมเอาเทคโนโลยีมากมายซึ่งใช้ในเครื่องยนต์ ระบบจัดการพลังงาน และรถต้นแบบ
รวมทั้งยนตรกรรมบีเอ็มดับเบิลยูทุกคัน

เครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ภายใต้เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo นี้มีบทบาทสำคัญในสมรรถนะที่สูงขึ้นและอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ลดลง โครงสร้างที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์คือที่มาของประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงที่ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับเทคโนโลยี
BMW EfficientLightweight ที่ช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงและเพิ่มความแข็งแกร่งโดยเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่ง ถือเป็นบทพิสูจน์แห่งความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม
อันเหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์เพียงรายเดียวที่ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ที่มีน้ำหนักเบาและมีความแข็งแกร่งสูงเป็นวัสดุหลัก ทั้งยังมีเทคโนโลยีอีกมากมาย รวมทั้งระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ และฟังก์ชั่นพิเศษโหมดการขับขี่แบบ ECO PRO ซึ่งช่วยปรับการขับขี่ให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้ดียิ่งขึ้น

เทคโนโลยี BMW EFFICIENT LIGHTWEIGHT

เทคโนโลยี BMW EFFICIENT LIGHTWEIGHT

นอกจากการพัฒนาแนวคิดโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาและการผสมผสานการใช้วัสดุต่างๆ แล้ว เทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ยังครอบคลุมถึงการปรับรายละเอียดของทุกชิ้นส่วนให้ได้ประสิทธิภาพอีกด้วย

การใช้อะลูมิเนียม เหล็กกล้าความแข็งแกร่งสูง แมกนีเซียม และคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) อันเป็นส่วนประกอบของโครงสร้าง Carbon Core ช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงอย่างมากตามเป้าหมายที่วางไว้และเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ เห็นได้ชัดเจนจากน้ำหนักที่ลดลงไปมากถึง 130 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ทั้งที่มีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกและระบบเสริมความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการนำโครงสร้างการผสมผสานวัสดุอันชาญฉลาดและเทคโนโลยีการเชื่อมชิ้นส่วนเพื่อลดน้ำหนักตัวถังมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้ได้การกระจายน้ำหนักที่สมดุลและจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง

การพัฒนาดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่าเทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับแนวคิดโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาอัจฉริยะ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่มีอัตราการปล่อย CO² ลดลง 25% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน ตัวเลขที่ลดลงนี้ได้จากทุกกระบวนการสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ (ตั้งแต่การเตรียมวัสดุจนถึงการผลิต และระยะทางการขนส่งจนถึงการรีไซเคิล) การปรับกรรมวิธีการผลิตให้เหมาะสม (เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้วัสดุ การใช้พลังงานทดแทนในโรงงานของ
บีเอ็มดับเบิลยู) และองค์ประกอบบนตัวรถที่สร้างความยั่งยืนทางพลังงาน (เช่น อะลูมิเนียมจากวัสดุเหลือใช้ วัสดุสังเคราะห์จำพวกเทอร์โมพลาสติกที่ได้จากการรีไซเคิล)

โครงสร้าง CARBON CORE

หลักสำคัญของเทคโนโลยี BMW EfficientLightweight ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 คือการใช้โครงสร้างตัวถังแบบผสมผสานอย่างชาญฉลาด การใช้เหล็กกล้า อะลูมิเนียม และโดยเฉพาะวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ซึ่งพัฒนาจากนวัตกรรมเหนือชั้น เป็นการตอบโจทย์ด้านสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับ
ยนตรกรรมหรูอีกด้วย

โครงสร้าง Carbon Core คือหัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเหล็กกล้าทนแรงบิดที่ใช้กับตัวถัง น้ำหนักที่ลดลงเท่าๆ กันทั้งโครงสร้างและในแต่ละองค์ประกอบช่วยให้การกระจายน้ำหนักระหว่างเพลาใกล้เคียงค่าสมดุล 50:50 ทั้งยังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลงด้วย จึงเป็นที่มาของสายพันธุ์ยนตรกรรมชั้นยอดที่ให้ความสะดวกสบายในการขับขี่สูงสุด พร้อมเสถียรภาพการควบคุมที่ดียิ่งขึ้นและคล่องตัวกว่าเดิม ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยไอเสียที่ต่ำ

BMW EfficientDynamics ผสานประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงที่เหนือชั้นเข้ากับสมรรถนะการขับขี่อันแสนเร้าใจได้อย่างชาญฉลาด และประกาศศักยภาพที่ก้าวล้ำในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนวัตกรรมโครงสร้างน้ำหนักเบา

อากาศพลศาสตร์

อากาศพลศาสตร์ถือเป็นปัจจัยสำคัญและมีอิทธิพลต่อสมรรถนะด้านต่างๆ ของรถ เช่น แรงต้านอากาศ เสถียรภาพในการขับขี่ และเสียงรบกวน

สำหรับเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการสร้างตัวถังให้ลู่ลมคือแรงต้านอากาศและค่าที่เรียกกันว่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ ซิ่งกำหนดสัดส่วนไว้ 40% สำหรับตัวถัง 20% สำหรับระบบช่วงล่าง 30% สำหรับล้อและซุ้มล้อ และ 10% สำหรับช่องลมต่างๆ ซุ้มล้อและช่องลมเป็นส่วนที่สามารถปรับให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ได้มากที่สุด ทั้งนี้เพราะมีการกำหนดภาพรวมรูปทรงของรถมาแล้วในขั้นตอนการออกแบบ ส่วนระบบช่วงล่างก็มีโครงสร้างที่ปิดทึบ

ไม่ว่าจะเป็นช่อง Air Breather หรือ Air Curtain ที่ซุ้มล้อหน้า รวมทั้งกระจังหน้าเปิดปิดอัตโนมัติมีช่องลมระหว่างซี่กระจังหน้าซึ่งทำหน้าที่เปิดและปิดช่องอากาศหน้าหม้อน้ำเครื่องยนต์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนช่วยลดแรงต้านอากาศได้อย่างมาก นอกจากนี้ระบบช่วงล่างถุงลมที่ด้านหน้าและหลังจะปรับความสูงตัวรถให้ต่ำลง 10 มม.เมื่อความเร็วรถสูงกว่า 120 กม./ชม. เพื่อลดแรงต้านอากาศ การพัฒนาจากรุ่นก่อนทำให้แรงต้านอากาศในรุ่นนี้ลดลงถึง 10 %

  • กระจังหน้าเปิดปิดอัตโนมัติ

    กระจังหน้าเปิดปิดอัตโนมัติคือเครื่องยืนยันถึงสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์ชั้นยอด เมื่อรถไม่ต้องการรับลมสำหรับระบายอากาศ กระจังหน้าและช่องลมจะปิดด้วยการควบคุมของระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดปริมาณลมที่ไหลผ่านบริเวณห้องเครื่อง จึงช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์และการประหยัดเชื้อเพลิง

  • Air Curtain

    ช่อง Air Curtain ช่วยลดแรงเสียดทานของอากาศที่ตัวถังด้วยหลักการง่ายๆ แต่ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ยอดเยี่ยม ช่องแคบๆ ทั้งสองช่องจะนำอากาศให้ไหลผ่านกันชนหน้าไปยังล้อ ช่วยลดการแปรปรวนของกระแสอากาศภายในซุ้มล้อ และลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและปริมาณการปล่อย CO2 ข้อดีอีกประการของช่อง Air Curtain คือการเสริมประสิทธิภาพการระบายอากาศให้กับชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ของรถ

  • Air Breather

    ช่อง Air Breather ที่ด้านหลังซุ้มล้อหน้าทั้งสองข้างคือหนึ่งในนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะด้านอากาศพลศาสตร์ของรถ เมื่อทำงานร่วมกับช่อง Air Curtain ที่กันชนหน้า ช่อง Air Breather จะช่วยลดการแปรปรวนของกระแสอากาศได้อย่างมากและควบคุมทิศทางการไหลของอากาศได้อย่างแม่นยำ ซึ่งทำให้แรงต้านอากาศลดลงและส่งผลให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อย CO2 ต่ำลงด้วย

เกียร์ STEPTRONIC 8 จังหวะ

เกียร์ STEPTRONIC 8 จังหวะ

เกียร์ Steptronic 8 จังหวะได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับความสะดวกสบายและสมรรถนะการขับขี่อันเร้าใจ ทั้งยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics ระยะการเปลี่ยนเกียร์ที่ปรับตั้งอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษช่วยให้ส่งกำลังขับเคลื่อนได้อย่างเหมาะสมในทุกๆ ช่วงความเร็ว ส่งผลให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลดลงอย่างมาก อีกทั้งเพิ่มอรรถรสการขับขี่สไตล์สปอร์ตสุดเร้าใจให้กับคนขับอีกด้วย ความเร็วรอบเครื่องยนต์จะลดลงโดยเฉพาะเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง จึงทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งขึ้นและลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์

ระบบคลัตช์แบบ Converter ก็มีส่วนช่วยเช่นกันแม้ขับขี่ในโหมดเกียร์ธรรมดา การปรับความเร็วรอบเครื่องยนต์อย่างฉับไวและจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นยำทำให้ส่งกำลังได้อย่างนุ่มนวลราบรื่น

ฟังก์ชั่นต่างๆ ในระบบ เช่น ระบบ Predictive Drivetrain ระบบตรวจจับการเคลื่อนที่ของรถและสภาพการจราจร จะช่วยประสิทธิภาพในการควบคุมการส่งกำลัง ระบบจะเลือกเกียร์ที่เหมาะสมให้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในโหมดการขับขี่รูปแบบใด ระบบควบคุมการส่งกำลังจะเชื่อมต่อกับระบบนำทาง ดังนั้นระบบ Predictive Drivetrain จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ให้คล่องตัวยิ่งขึ้นและตอบสนองไวกว่าเดิม (โหมดการขับขี่แบบ SPORT) สลับกับรูปแบบที่ให้ความสบายยิ่งขึ้น เปลี่ยนเกียร์น้อยลง (โหมดการขับขี่แบบ COMFORT)

ระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ

ระบบ Auto Start/Stop ระบบชาร์จไฟแบตเตอรี่แบบอัตโนมัติจากการเบรก และระบบพวงมาลัย
เพาเวอร์ไฟฟ้าภายใต้เทคโนโลยี BMW EfficientDynamics จะรวมอยู่ในฟังก์ชั่นมาตรฐานของระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 เทคโนโลยีเหล่านี้ทำงานประสานกันเพื่อให้เกิดพลังการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด

  • ระบบ Auto Start/Stop

    ระบบ Auto Start/Stop ช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีการเผาผลาญเชื้อเพลิงขณะที่รถเคลื่อนที่เท่านั้น เมื่อรถจอดนิ่งเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น ขณะรอสัญญาณไฟหรือการจราจรที่เคลื่อนตัวสลับหยุดนิ่ง ระบบ Auto Start/Stop จะลดการใช้เชื้อเพลิงโดยตัดการทำงานของเครื่องยนต์ทันทีที่คนขับเหยียบเบรกจนกระทั่งหยุดนิ่ง ซึ่งประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 6%

    สัญลักษณ์ในจอแสดงข้อมูลจะแสดงให้ทราบว่าระบบ Auto Start/Stop กำลังทำงาน เมื่อคนขับปล่อยแป้นเบรก เครื่องยนต์จะกลับมาทำงานอีกครั้งโดยอัตโนมัติ

    ระบบยังให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ไม่แพ้กัน โดยจะไม่เริ่มทำงานหากเครื่องยนต์ยังไม่อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม อุณหภูมิในห้องโดยสารยังเย็นหรืออุ่นไม่พอ ระดับประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่ต่ำเกินไป หรือมีการหมุนพวงมาลัย ในสภาวะที่จำเป็นหน่วยประมวลผลกลางจะสั่งให้เครื่องยนต์กลับมาทำงานอีกครั้งแม้ในขณะที่รถหยุดนิ่ง เช่น เมื่อตัวรถเลื่อนหรือกระจกบังลมหน้าเป็นฝ้า สามารถปิดระบบ Auto Start/Stop ได้ทุกเมื่อที่ต้องการเพียงกดปุ่ม

  • ระบบชาร์จไฟแบตเตอรี่แบบอัตโนมัติจากการเบรก

    ในการเบรกทุกครั้งจะเกิดแรงเฉื่อยขึ้น ซึ่งถือเป็นพลังงานที่สูญเปล่าจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ระบบชาร์จไฟแบตเตอรี่แบบอัตโนมัติจากการเบรกนำพลังงานที่ถูกมองข้ามมาตลอดนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยแปลงพลังงานจลน์ที่ได้จากการเหยียบเบรกหรือปล่อยคันเร่งเป็นพลังงานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าจะถูกป้อนให้กับแบตเตอรี่ของรถ การใช้ระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะนี้ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าจึงไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา ซึ่งช่วยลดภาระการปั่นไฟในรถยนต์ ผลลัพธ์ที่ได้คืออัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ลดลงพร้อมกับกำลังขับเคลื่อนที่มากขึ้น ตามหลักการของเทคโนโลยี BMW EfficientDynamics

  • ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า

    ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าจะช่วยปรับการจ่ายแรงช่วยหมุนพวงมาลัยให้เหมาะสมกับความเร็วรถที่ใช้ ส่งผลให้ควบคุมการบังคับเลี้ยวได้อย่างทันใจและแม่นยำเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง และหมุนพวงมาลัยได้อย่างคล่องตัวเมื่อนำรถเข้าจอด ระบบจะใช้พลังงานเมื่อจำเป็นเท่านั้น ซึ่งช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษ

    นำระบบมอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้แทนระบบไฮดรอลิก แต่เดิมปั๊มจะดึงพลังงานจากเครื่องยนต์มาใช้อย่างต่อเนื่อง แต่ระบบไฟฟ้านี้จะทำงานเมื่อหมุนพวงมาลัยเท่านั้น เมื่อขับขี่บนทางตรงหรือหักเลี้ยวที่องศาเดียวกันสม่ำเสมอ (เช่น ทางโค้งยาว) มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงานและไม่ดึงพลังงานมาใช้ การปรับระดับแรงช่วยหมุนพวงมาลัยตามสภาวะการขับขี่และความเร็วรถยังช่วยให้บังคับควบคุมรถได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นอีกด้วย

ระบบ DRIVING EXPERIENCE CONTROL พร้อมโหมดการขับขี่แบบ ECO PRO

ระบบ Driving Experience Control ช่วยให้คนขับสามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่ต่างๆ ได้ โหมดการขับขี่แบบ COMFORT จะใช้การตั้งค่ามาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และระบบส่งกำลัง โหมดการขับขี่แบบ ECO PRO จะเน้นการประหยัดเชื้อเพลิง และโหมดการขับขี่แบบ SPORT จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ให้เร้าใจยิ่งขึ้น โหมดการขับขี่แบบ Adaptive Mode ฟังก์ชั่นใหม่ที่ให้การตอบสนองอัตโนมัติจะควบคุมระบบ Dynamic Damper Control ระบบบังคับเลี้ยว และเกียร์ Steptronic ในจังหวะที่เหมาะสมตามสภาวะการขับขี่ โดยขึ้นอยู่กับโหมดการขับขี่ที่ใช้และการทำงานร่วมกับระบบนำทางแบบเรียลไทม์ โหมดการขับขี่แบบ ECO PRO จะปรับรูปแบบการทำงานของคันเร่งและเกียร์ รวมถึงการตั้งค่าระบบปรับอากาศ/ทำความเย็นเพื่อให้การขับขี่ได้ประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงมากที่สุด

โหมดการขับขี่แบบ ECO PRO ช่วยลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ถึง 20% สามารถใช้ฟังก์ชั่น "Coasting" ระบบวิเคราะห์เส้นทางล่วงหน้า และฟังก์ชั่น ECO PRO Route เพื่อให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้ยิ่งขึ้น

  • ฟังก์ชั่น Coasting

    ฟังก์ชั่น Coasting ช่วยให้รถ "แล่น" ไปบนถนนเมื่อขับขี่ที่ความเร็ว 160 กม./ชม.ขึ้นไปและคนขับปล่อยแป้นคันเร่งโดยไม่มีการเหยียบเบรก

  • ระบบวิเคราะห์เส้นทางล่วงหน้า

    ระบบวิเคราะห์เส้นทางล่วงหน้าจะใช้ข้อมูลจากระบบนำทางในการประเมินสภาพถนนและให้คำแนะนำก่อนล่วงหน้า หากมีการเปลี่ยนแปลงการจำกัดความเร็วบนทางโค้งข้างหน้า ระบบจะแนะนำให้คนขับชะลอความเร็วก่อนจะถึงโค้ง

  • ECO PRO route

    ECO PRO Route จะช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน ระบบจะแนะนำเส้นทางที่ประหยัดเชื้อเพลิงได้ดีที่สุดโดยพิจารณาจากปริมาณการจราจร สไตล์การขับขี่เฉพาะตัว และสภาพเส้นทาง

  • โหมดการขับขี่แบบ Adaptive

    โหมดการขับขี่แบบ Adaptive คือฟังก์ชั่นอัจฉริยะที่ให้การตอบสนองอัตโนมัติในระบบ Driving Experience Control นอกจากโหมดการขับขี่แบบ Adaptive แล้ว คนขับยังสามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่แบบ SPORT COMFORT หรือ ECO PRO ได้เช่นกัน

    โหมดการขับขี่แบบ Adaptive จะควบคุมระบบ Dynamic Damper Control ระบบบังคับเลี้ยว และเกียร์ Steptronic พร้อมทั้งปรับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่และโหมดการขับขี่ที่ใช้ (COMFORT/SPORT)

    เมื่อใช้งานโหมดการขับขี่แบบ Adaptive ระบบจะประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ มากมาย เช่น การคิกดาวน์ การหมุนพวงมาลัย และระบบควบคุมความเร็วคงที่ รวมถึงบุคลิกการขับขี่เฉพาะตัวของคนขับ นอกจากนี้ระบบยังทำงานร่วมกับระบบนำทางแบบเรียลไทม์เพื่อปรับการควบคุมระบบช่วงล่างก่อนจะถึงทางโค้ง แยก หรือสภาพถนนที่ต่างจากเดิม

อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและระดับการปล่อย CO2

อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและระดับการปล่อย CO2 สำหรับ BMW 740Li:
อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นกม./ลิตร (เฉลี่ย): 14.3
ระดับการปล่อย CO2 เป็นก./กม. (เฉลี่ย): 166

ตัวเลขอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ระดับการปล่อย CO2 และการใช้พลังงานไฟฟ้าจะขึ้นอยู่กับขนาดของล้อและยางที่เลือก

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับค่าอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและระดับการปล่อย CO2 อย่างเป็นทางการของรถโดยสารรุ่นใหม่ได้จากคู่มือ 'New Passenger Vehicle Fuel Consumption and CO2 Emission Guidelines' โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้จากจุดจำหน่ายรถยนต์และ DAT Deutsche Automobil Treuhand GmbH, Hellmuth-Hirth-Str. 1, 73760 Ostfildern ประเทศเยอรมนี

  • *ภาพเพื่อการโฆษณา อุปกรณ์ตกแต่งบางชิ้นอาจเปลี่ยนแปลงจากภาพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ